ระบบนิวแมติกส์ Pneumatic System มีความจําเป็นมากที่จะต้องใช้ลมอัด เพื่อไปควบคุมการทํางานในระบบ และอุปกรณ์ที่ผลิตลมอัดก็คือ เครื่องอัดลม หรือ Air Compressor ซึ่งมีหน้าที่หลักคือ ทําการอัดลมหรืออากาศเข้าไปเก็บไว้ในถังเก็บลม

เครื่องอัดลมจะเปลี่ยนพลังงานกลจากมอเตอร์ให้เป็นพลังงานลมอัด โดยอัดลมจากความดันปกติไปถึงความดันสูงแล้วนําเอาลมอัดที่อัดไว้ไปเก็บที่ถังพักลม (Air Tank) ส่วนการนําไปใช้งานนั้นต้องผ่านเข้าไปชุดปรับปรุงคุณภาพลมอัด

เนื่องจากอากาศที่ถูกอัดที่มีความดันสูง (High Pressure) จึงจําเป็นต้องปรับความดันลมอัดให้มีความเหมาะสมกับอุปกรณ์ใช้งานในระบบนิวแมติกส์

ความดันของลมอัดที่นําไปใช้งานมีตั้งแต่  4 – 15 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร (kg/cm2) ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าจะนําไปใช้กับงานชนิดใดซึ่งมีผู้ให้ความหมายของเครื่องอัดลมไว้ดังนี้

สรุปสั้นๆ: เครื่องอัดอากาศแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ 1) แบบลูกสูบ (Reciprocating) ได้แก่ ลูกสูบอัดชั้นเดียว ลูกสูบอัดสองชั้น และไดอะแฟรม เหมาะกับงานใช้ลมเป็นช่วงๆ ลงทุนต่ำ 2) แบบหมุน (Rotary) ได้แก่ แบบใบพัดเลื่อน (Vane) และแบบสกรู (Screw) เหมาะกับโรงงานที่ใช้ลมต่อเนื่องทั้งวัน — ดูตารางเทียบลูกสูบกับสกรู

หน้าที่ของ Air Compressor ในระบบนิวเมติก

เครื่องอัดลม (Air Compressor) ทําหน้าที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานทางนิวแมติกส์  โดยเพิ่มความดันให้อากาศเครื่องอัดลมจะใช้พลังงานไฟฟ้าในการหมุนมอเตอร์

เครื่องอัดลมถูกออกแบบเพื่อทําการอัดลมที่ความดันบรรยากาศให้ได้ 1 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร เรียกว่าโบลเวอร์ (Blower) ส่วนเครื่องอัดลมที่ให้ความดันลม น้อยกว่า 0.1 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตรนั้นเรียกว่าพัดลม (Fan) โดยทั่วไประบบนิวแมติกส์จะใช้เครื่องอัดลม เป็นต้นกําลัง

เครื่องอัดลมมีหน้าที่อัดอากาศให้มีความดันสูงขึ้นตามความต้องการจะขึ้นอยู่กับลักษณะงาน  และต้องพิจารณาถึงความดันใช้งานและปริมาณการจ่ายลมด้วย

จะเห็นได้ว่าเครื่องอัดลมเป็นแหล่งพลังงานที่เป็นตัวเพิ่มความดันอากาศให้มีความดันสูงและจ่ายไปยัง แหล่งที่ต้องการนําไปใช้งานโดยอาศัยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยให้เครื่องอัดลมทํางาน

ข้อดีของลมอัดในระบบนิวเมติก

  • ลมอัดไม่มีอันตรายจากการระเบิดหรือติดไฟ ดังนั้นจึงไม่จําเป็นต้องมี อุปกรณ์ราคาแพงสําหรับป้องกันการระเบิด
  • ลมอัดมีความรวดเร็วในการทํางานสูงลูกสูบลมมีความเร็วในการทํางาน 1 ถึง 2 เมตรต่อวินาที (m/s) ถ้าเป็นลูกสูบแบบพิเศษสามารถให้ความเร็วในการทํางานได้ถึง  10  เมตรต่อวินาที
  • การส่งลมอัดไปตามท่อในระยะทางไกล ๆสามารถทําได้ง่ายและลมอัดที่ใช้แล้วไม่ต้องนํากลับ สามารถปล่อยทิ้งสู่บรรยากาศได้เลย
  • ลมอัดสามารถกักเก็บไว้ในถังเก็บลมได้ง่าย  ดังนั้นอุปกรณ์ทํางานสามารถทํางานได้ต่อเนื่องจากการใช้ลมอัดนี้
  • ความปลอดภัยจากงานเกินกําลัง อุปกรณ์ที่ใช้กับระบบลมอัดจะไม่เกิดการเสียหายถึงแม้ว่างานจะเกินกําลัง (Over Load)
  • การควบคุมอัตราความเร็ว ความเร็วของลูกสูบสามารถปรับได้ง่ายๆ โดยใช้ วาล์วควบคุมอัตราการไหลของลม
  • การควบคุมความดัน ความดันของลมอัดที่ต้องการสามารถควบคุมได้ง่าย ๆ โดยใช้วาล์วควบคุมความดัน (Pressure Control Valve)
  • ลมอัดที่ผ่านการกรองและทำให้แห้งแล้วเป็นตัวกลางที่สะอาด ถ้ารั่วก็ไม่เลอะเหมือนน้ำมันไฮดรอลิค จึงใช้ได้ในงานอาหาร ยา และอิเล็กทรอนิกส์
  • โครงสร้างง่ายๆ เช่น ลูกสูบลมจะมีโครงสร้างง่าย ๆ ธรรมดามีการเคลื่อนที่ เป็นเส้นตรงจะไม่มีกลไกยุ่งยากในส่วนอื่น ๆ เช่น แขนเหวี่ยง เยื้องศูนย์ เพลาเกลียวและอื่น ๆ
  • การตั้งค่าระยะช่วงชัก โดยการปรับระยะหยุดหรือช่วงชักของลูกสูบทําให้สามารถปรับระยะช่วงชักได้ทุกตําแหน่งจากน้อยสุดจนถึงมากสุดตามที่ต้องการ
  • อุณหภูมิขณะใช้งาน ลมอัดที่สะอาดปราศจากความชื้น สามารถทํางานได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่กว้าง
  • ไม่ต้องใช้ท่อลมกลับ ลมอัดที่ใช้แล้วสามารถปล่อยทิ้งสู่บรรยากาศได้เลยไม่จําเป็นต้องมีท่อนำกลับ
  • อุปกรณ์นิวแมติกส์กะทัดรัด ทนทาน น้ำหนักเบา และซ่อมแซมบํารุงรักษาได้ง่าย

ข้อเสียของลมอัดในระบบนิวเมติก

  • ลมอัดถูกอัดตัวได้เหตุที่อากาศสามารถอัดตัวได้ทําให้การเคลื่อนที่ของอุปกรณ์ ทํางานไม่สม่ำเสมอ
  • ลมอัดมีความชื้น ลมอัดจะถูกทําให้เย็นลงหลังจากการถูกอัดเข้าในถังเก็บซึ่งจะทําให้เกิดการกลั่นตัวของหยดน้ำภายในถังเก็บลมและท่อลมในวงจร
  • ลมอัดต้องการเนื้อที่มาก เนื่องจากความดันที่ใช้ในวงจรนิวแมติกส์ไม่สูงมาก(ประมาณ  6  Bar)  ทําให้กระบอกสูบลมต้องมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นถ้าต้องการใช้แรงมาก ๆ
  • ลมอัดมีเสียงดัง เมื่อลมอัดระบายออกจากอุปกรณ์ทํางานไอเสียที่คายออกมาจะทําให้เกิดเสียงดังมากดังนั้นจึงต้องใช้ตัวเก็บเสียง (Silencer)
  • ความดันของลมเปลี่ยนแปลง ความดันของลมอัดจะเพิ่มขึ้นถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นและความดันจะลดลงถ้าอุณหภูมิต่ำลง

รู้จักเครื่องอัดลม (Air Compressors)

คอมเพรสเซอร์ จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานกลให้เป็นพลังงานลมอัดซึ่งมีความดันสูง คอมเพรสเซอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน

  1. คอมเพรสเซอร์ที่ทำงานในลักษณะการเคลื่อนที่ที่เป็นแนวขึ้นลง (Reciprocating Compressors)
  2. คอมเพรสเซอร์ที่ทำงานในลักษณะของการหมุน

เรามาทำความรู้จักกับ Air Compressor แต่ละแบบกันดีกว่าครับ

คอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบแบบอัดชั้นเดียว (Single Stage Piston Compressors)

แผนภาพเครื่องอัดลมแบบลูกสูบขั้นตอนเดียว

หลักการทำงานคอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบ

ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ลงจะดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาทางลิ้นดูด ส่วนลิ้นอัดจะถูกปิด และในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นก็จะอัดให้อากาศมีความดันสูงขึ้น เนื่องจากปริมาตรน้อยลง เป็นผลให้ในลิ้นปิดปล่อยให้อากาศซึ่งมีความดันสูงออกสู่ภายนอก ส่วนลิ้นดูดจะถูกปิดคอมเพรสเซอร์ชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้กับระบบที่ต้องการความดันอยู่ในช่วง 7-3 บาร์

หลักการทำงานคอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบ

คอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบอัดสองชั้น (Two Stage Piston Compressor)

ในกรณีที่ใช้คอมเพรสเซอร์แบบอัดชั้นเดียวแล้ว ต้องการความดันที่สูงกว่า 6 บาร์ จะส่งผลให้เกิดความร้อนขึ้นซึ่งเป็นผลต่อเนื่องให้ประสิทธิภาพลดลง ด้วยเหตุนี้จึงหันมาใช้คอมเพรสเซอร์แบบอัดสองชั้นแทน

หลักการทำงานคอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบอัดสองชั้น

อากาศที่ความดันบรรยากาศจะถูกดูดเข้ามา หากต้องการความดันตอนสุดท้ายเป็น 7 บาร์ ให้ลูกสูบแรกอัดอากาศให้มีความดันประมาณ 3 บาร์ หลังจากนั้นผ่านเข้าท่อระบายความร้อนแล้วอัดให้มีความดันเป็น 7 บาร์ ในลูกสูบตัวที่สอง

ลมที่ถูกดูดเข้ามาที่กระบอกสูบชั้นที่สองนั้นจะถูกลดอุณหภูมิลงภายหลังจากที่ไหลผ่านอินเตอร์คูลเลอร์ซึ่งจะมีท่อน้ำอยู่ภายในท่อที่มีความดันไหลผ่าน เมื่ออัดลมที่มีอุณหภูมิและความดันไหลผ่าน น้ำจะรับความร้อนจากอากาศโดยวิธีการพาความร้อน ทำให้ลมอัดมีอุณหภูมิลดลงแต่ความดันไม่เปลี่ยน น้ำจะรับความร้อนและถ่ายเทออกมาข้างนอก แล้วนำน้ำเย็นไหลเวียนเข้าไป

จะเห็นว่าขั้นตอนนี้เป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตลมอัดของคอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบอัดสองชั้น ซึ่งมีความแตกต่างกับคอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบแบบอัดชั้นเดียวก็คือ อุณหภูมิที่ได้มาท้ายสุดของกระบวนการในการผลิตลมอัดอาจสูงถึง 120 องศาเซลเซียส

คอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบไดอะแฟรม (Diaphragm Compressor)

คอมเพรสเซอร์แบบนี้ถือเป็นชนิดลูกสูบเหมือนกัน แต่ระหว่างลูกสูบและส่วนที่อัดอากาศถูกปิดกั้นด้วยแผ่นไดอะแฟรมจะสร้างความดันอยู่ในช่วง 3-5 บาร์ ทำให้อากาศที่อัดออกมามีความสะอาดปราศจากน้ำมันหล่อลื่นจากลูกสูบเจือปน จะสร้างความดันอยู่ในช่วง 3-5 บาร์ ส่วนมากจะใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เคมีภัณฑ์และยา รุ่นเล็ก ๆ สามารถใช้กับมอเตอร์ขนาด 1 kw เพื่อเป็นตัวต้นกำลังได้

Diaphragm Compressor

หลักการทำงาน

เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ลง แผ่นไดอะไดแฟรมจะดูดอากาศจากภายนอกผ่านวาล์วไอดีเข้ามาภายในห้องเก็บลม เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้น แผ่นไดอะแฟรมจะอัดอากาศภายในห้องเก็บลมให้มีความดันสูงขึ้น และไหลออกไปทางวาล์วไอเสีย จะเห็นว่าลมอัดภายในห้องเก็บลมจะไม่สัมผัสกับชิ้นส่วนที่เป็นลูกสูบเคลื่อนที่

  • คอมเพรสเซอร์ที่ทำงานในลักษณะของการหมุน (Rotary Compressors)
  • คอมเพรสเซอร์แบบใบพัดหมุน (Rotary Sliding Vane Compressor)

คอมเพรสเซอร์แบบนี้จะดูดอากาศเข้ามาทางด้านเข้า โดยอาศัยใบพัดซึ่งมีลักษณะคล้ายใบมีดแล้วลดปริมาตรให้น้อยลงเพื่ออากาศจะได้มีความดันสูงขึ้นแล้วส่งออกไปใช้งาน หรือเข้า ถังคอมเพรสเซอร์แบบนี้จะใช้น้ำมันเป็นตัวหล่อลื่นเพื่อลดความร้อนในขณะทำงาน

คอมเพรสเซอร์แบบสกรู (Screw Compressor)

หลักการทำงานของคอมเพรสเซอร์แบบนี้จะอาศัยตัวหมุน 2 ตัว ซึ่งทำเป็นเกลียวมีทิศทางตรงกันข้ามระหว่างเกลียวทั้งสอง จะมีช่องว่างสำหรับดูดอากาศเข้ามาแล้วอัดให้มีปริมาตรน้อยลง เพื่อเพิ่มความดันแล้วส่งออกภายนอก คอมเพรสเซอร์แบบนี้จะให้อัตราการไหลเวียนของลมสูงถึง 400 m3/min ที่ความดันสูงสุดได้ถึง 10 บาร์

Screw Compressor

หลักการทำงาน

เมื่อเพลาสกรูหมุน ลมภายนอกจะถูกดูดผ่านท่อเข้ามาและถูกอัดตามร่องฟันที่ขบกัน และเรือนปั๊มด้วยความเร็วสูง ทำให้อากาศถูกอัดมีความดันสูงขึ้น และไหลออกอีกทางหนึ่ง เครื่องอัดอากาศแบบนี้เสียงเบากว่าแบบลูกสูบ และมี 2 แบบ คือแบบฉีดน้ำมัน (Oil-injected) ที่ฉีดน้ำมันเข้าห้องอัดเพื่อหล่อลื่น ระบายความร้อน และซีลช่องว่างระหว่างเกลียวไม่ให้ลมรั่วกลับ ซึ่งเป็นแบบที่ใช้กันมากที่สุดในโรงงาน กับแบบไร้น้ำมัน (Oil-free) ที่ไม่มีน้ำมันในห้องอัดเลย ใช้ในงานที่ห้ามมีน้ำมันปนในลม เช่น อาหาร ยา และอิเล็กทรอนิกส์

Compressor Rating – คำนวณอัตราการผลิตอากาศอัด

ความสามารถของคอมเพรสเซอร์ หรือสมรรถภาพทางด้านเอาต์พุตขึ้นอยู่กับปริมาตรการไหล ซึ่งอาจจะอยู่ในหน่อยของ m3/min , m3/s , dm3/min , dm3/s หรือ l/m ปริมาตรในการดูดในเชิงทฤษฏีของคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบสามารถหาค่าได้จากสมการดังต่อไปนี้

Q = AL.n.N (l/min)

Q = ปริมาตรการดูด (l/min)
A = พื้นที่หน้าตัดของลูกสูบ (dm2)
L = ระยะชัก (dm)
n = จำนวนลูกสูบ
N = ความเร็วรอบ (RPM)

ในกรณีที่เป็นคอมเพรสเซอร์แบบอัดสองชิ้นสามารถใช้สมการเดียวกันได้ แต่ต้องพิจารณาลูกสูบในแต่ละชั้น ในความเป็นจริงปริมาตรที่ดูดเข้ามาไม่สามารถที่จัดส่งผ่านออกไปภายนอกทั้งหมดได้ เนื่องมาจากส่วนที่เรียกว่า Dead Volume และนอกจากนี้ความร้อนก็มีผลต่อปริมาตรด้วย

คำนวณอัตราการผลิตอากาศอัด

เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ vs แบบสกรู เลือกแบบไหนดี

คำถามที่เจอบ่อยที่สุดเวลาโรงงานจะซื้อเครื่องอัดลมใหม่ คือจะเลือกแบบลูกสูบหรือแบบสกรู ตัวตัดสินหลักคือ ลักษณะการใช้ลม ถ้าใช้ลมเป็นพักๆ แบบลูกสูบคุ้มกว่า ถ้าใช้ลมต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน แบบสกรูประหยัดค่าไฟและค่าซ่อมกว่าในระยะยาว

หัวข้อแบบลูกสูบ (Piston)แบบสกรู (Screw)
ลักษณะการใช้ลมเป็นช่วงๆ มีเวลาพักเครื่องต่อเนื่อง 8–24 ชั่วโมงต่อวัน
ขนาดที่พบบ่อยประมาณ 1–15 kW (อู่ซ่อม งานเล็ก ไลน์ขนาดเล็ก)ประมาณ 7.5 kW ขึ้นไป (โรงงานทั่วไปถึงโรงงานใหญ่)
ความดันใช้งานชั้นเดียวไม่เกินราว 6–7 bar, สองชั้นได้ 8–12 barส่วนใหญ่ 7–10 bar (สูงสุดราว 13 bar)
ราคาเครื่องต่ำกว่าสูงกว่า
ค่าไฟต่อปริมาณลมที่ได้สูงกว่าต่ำกว่า โดยเฉพาะรุ่นอินเวอร์เตอร์
เสียงและความร้อนดังและร้อนเงียบกว่า มีตู้ครอบ
การบำรุงรักษาชิ้นส่วนสึกหรอเยอะ (แหวน ลิ้น)เปลี่ยนน้ำมัน ไส้กรอง และแยกน้ำมันตามชั่วโมง

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ให้คำนวณความต้องการลมรวมของเครื่องจักรก่อน แล้วเผื่อเพิ่มราว 20–30% สำหรับการรั่วซึมและการขยายไลน์ในอนาคต ถ้าสเปกของอุปกรณ์ระบุหน่วยต่างกัน เช่น CFM, L/s หรือ m³/min ใช้ เครื่องมือแปลงหน่วยอัตราการไหล เทียบให้เป็นหน่วยเดียวกันก่อน

ระบบอัดอากาศ (Compressed Air System) คืออะไร มีอุปกรณ์อะไรบ้าง

ระบบอัดอากาศคือชุดอุปกรณ์ที่ผลิต ทำความสะอาด เก็บ และจ่ายลมอัดไปยังเครื่องจักรในโรงงาน เครื่องอัดอากาศเป็นแค่ต้นทาง ลมที่ออกจากเครื่องยังร้อนและมีน้ำ น้ำมัน ฝุ่นปนอยู่ จึงต้องผ่านอุปกรณ์อีกหลายตัวก่อนถึงจุดใช้งาน เรียงตามลำดับได้ดังนี้

  1. เครื่องอัดอากาศ (Air Compressor) ดูดอากาศภายนอกมาอัดให้มีความดันสูง
  2. เครื่องระบายความร้อน (Aftercooler) ลดอุณหภูมิลมอัด ทำให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำแล้วแยกออก
  3. ถังพักลม (Air Receiver Tank) เก็บลมสำรอง ลดการสตาร์ทหยุดของเครื่อง และช่วยให้ความดันนิ่ง
  4. เครื่องทำลมแห้ง (Air Dryer) ลดความชื้นที่เหลือ แบบทำความเย็น (Refrigerated) หรือแบบสารดูดความชื้น (Desiccant)
  5. ไส้กรองลมอัด ดักฝุ่น น้ำ และละอองน้ำมันตามระดับความสะอาดที่งานต้องการ
  6. ระบบท่อลมและวาล์ว จ่ายลมไปยังจุดใช้งาน ออกแบบให้ความดันตกคร่อมต่ำและไม่มีจุดรั่ว
  7. ชุดปรับปรุงคุณภาพลม (FRL) และอุปกรณ์นิวเมติกส์ กรอง ปรับความดัน และหล่อลื่นก่อนเข้ากระบอกลมและวาล์วที่หน้าเครื่องจักร

ปัญหาที่เจอบ่อยในระบบอัดอากาศคือน้ำในท่อลม ความดันตกปลายสาย และลมรั่ว ซึ่งลมรั่วเพียงรูขนาด 3 มม. ที่ 7 bar ก็เสียลมราว 7 ลิตรต่อวินาที หรือกินไฟเครื่องอัดลมเพิ่มเกือบ 3 kW ถ้าเดินเครื่องทั้งปีก็เป็นค่าไฟหลายหมื่นบาท ถ้าต้องการให้ทีมวิศวกรช่วยเลือกอุปกรณ์ในระบบ ติดต่อขอใบเสนอราคาได้ที่นี่

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสาระความรู้เกี่ยวกับ Air Compressor หรือเครื่องอัดลมในระบบนิวเมติก ที่ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรู้ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยครับ

คำถามที่พบบ่อย

เครื่องอัดอากาศ (Air Compressor) คืออะไร

เครื่องอัดอากาศหรือเครื่องอัดลม คืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานกลให้เป็นพลังงานลมอัด โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหมุนเพื่อเพิ่มความดันให้อากาศ แล้วส่งลมอัดไปเก็บไว้ที่ถังพักลม (Air Tank) ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานให้อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบนิวเมติก

เครื่องอัดอากาศมีกี่ประเภท

แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามลักษณะการทำงาน กลุ่มแรกคือแบบลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นลง (Reciprocating Compressors) ซึ่งมีทั้งแบบอัดชั้นเดียว แบบอัดสองชั้น และแบบไดอะแฟรม กลุ่มที่สองคือแบบหมุน (Rotary Compressors) ซึ่งมีทั้งแบบใบพัดหมุนและแบบสกรู

เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบอัดสองชั้น ต่างจากแบบชั้นเดียวอย่างไร

แบบอัดชั้นเดียวถ้าต้องการความดันสูงกว่า 6 บาร์ จะเกิดความร้อนจนประสิทธิภาพลดลง แบบอัดสองชั้นจึงแบ่งการอัดเป็นสองจังหวะ เช่น ให้ลูกสูบแรกอัดอากาศถึงประมาณ 3 บาร์ แล้วผ่านอินเตอร์คูลเลอร์เพื่อลดอุณหภูมิก่อนเข้าอัดต่อในกระบอกสูบชั้นที่สองจนได้ 7 บาร์

ลมอัดในโรงงานใช้ความดันเท่าไร

ความดันของลมอัดที่นำไปใช้งานมีตั้งแต่ 4–15 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตรขึ้นไป ขึ้นอยู่กับชนิดของงาน ส่วนวงจรนิวเมติกทั่วไปมักใช้ความดันประมาณ 6 บาร์ เครื่องที่อัดลมได้เพียง 1 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตรจะเรียกว่าโบลเวอร์ (Blower)

ระบบอัดอากาศคืออะไร

ระบบอัดอากาศคือชุดอุปกรณ์ที่ผลิตและจ่ายลมอัดในโรงงาน ประกอบด้วยเครื่องอัดอากาศ เครื่องระบายความร้อน (Aftercooler) ถังพักลม เครื่องทำลมแห้ง ไส้กรองลมอัด ระบบท่อ และชุดปรับปรุงคุณภาพลม (FRL) ก่อนเข้าอุปกรณ์นิวเมติกที่เครื่องจักร

เครื่องอัดลมแบบลูกสูบกับแบบสกรูต่างกันอย่างไร

แบบลูกสูบราคาเครื่องถูกกว่า เหมาะกับการใช้ลมเป็นช่วงๆ แต่ดังและร้อนกว่า ส่วนแบบสกรูราคาสูงกว่า แต่เหมาะกับการใช้ลมต่อเนื่องทั้งวัน เงียบกว่า และค่าไฟต่อปริมาณลมต่ำกว่า โรงงานที่เดินเครื่องทั้งวันจึงมักเลือกแบบสกรู